การให้การรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะกระดูกพรุนด้วยยากลุ่ม
Bisphosphonates  เช่น  Alendronate  รับประทาน
ทุกวันเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป    ว่าช่วยเพิ่มความหนา
แน่นของกระดูกได้   และลดความเสี่ยงในการเกิดกระดูก
หักในสตรีวัยหมดประจำเดือน  การรักษาภาวะกระดูกพรุน
เช่นนี้  เปรียบได้กับเป็นโรคเรื้อรังต้องอาศัยการรักษาเป็น
ระยะเวลายาวนาน  หากทำให้ผู้ป่วยมี  complience ดีขึ้น
จะเป็นประโยชน์ในการดูแลรักษา  เป็นอย่างยิ่ง การคิดค้น
วิธีการให้ยาแบบใหม่เพื่อเพิ่ม  compliance   ของผู้ป่วย
เช่น  การให้ยาสัปดาห์ละ  1  -  2  ครั้ง   แทนที่จะต้องรับ

ประทานทุกวันจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งการให้ยาแบบสัปดาห์ละครั้งนอกจาก  จะ
เป็นการเพิ่มความสะดวกสำหรับผู้ป่วยอันจะทำให้ complianceดีขึ้นและ  จากข้อมูลทาง
เภสัชวิทยา  และการศึกษาระดับ  preclinical ในปัจจุบันพบว่าประสิทธิภาพไม่   ต่างจาก
การให้ยาทกุวันโดยมีผลข้างเคียง เช่น การระคายเคืองต่อหลอดอาหารลดลงด้วย  การวิจัย
ในทางคลินิกที่กำลัง จะกล่าวถึงนี้ มีความสำคัญในการวิจัยก็คือการให้ยา   Alendronate สัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง ในปริมาณยารวม (cumulative dose)70 มิลลิกรัม ต่อสัปดาห์  ซึ่ง
เท่ากับการให้ยาทุกวัน(วันละ 10 มิลิกรัม) มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย เท่ากันหรือไม่
รูปที่ 4
รายละเอียดแบบของการวิจัยแสดงไว้ในรูป จะเห็นว่าผู้ป่วยซึ่งหมดประจำ
เดือนแล้วและมีกระดูกพรุนจำนวนรวม 1,258 คน แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม
คือ กลุ่มที่ได้รับยา Alendronate ทุกวัน ๆ ละ 70 มิลลิกรัม ในแต่ละกลุ่ม
ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของอายุ ระยะเวลาที่หมดประจำเดือน
เชื้อชาติ     ความหนาแน่นของกระดูกและการหักของกระดูกเนื่องมาจาก
กระดูกพรุน


  ตรวจติดตามความหนาแน่นของกระดูกเป็นระยะเวลา 1 ปี โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะดูความเปลี่ยนแปลงของ
ความหนาแน่นของกระดูกสันหลังระดับบั้นเอวเป็นหลัก   แต่ก็ดูการเปลี่ยนแปลงความหนาแน่นของกระดูก
บริเวณอื่น  ๆ  ด้วย  นอกจากนี้ยังศึกษาการเปลี่ยนแปลงของ biochemical markers (เช่น urinary NTx.
Serum  BSAP)  ซึ่งเป็นการดู  bone  turnover  ตรวจจนเก็บข้อมูลเกี่ยวกับผลข้างเคียงของยาไว้ด้วย

ผลการศึกษาพบว่าการเพิ่มขึ้นของความหนาแน่นของกระดูกสันหลังระดับบั้นเอวในผู้ป่วยทั้งสามกลุ่ม
ไม่แตกต่างกัน






รูปที่ 5

ถ้าหากดูในแง่ของค่าเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงความ
หนาแน่นกระดูกในผู้ป่วยทั้ง 3 กลุ่ม ก็ไม่มีความแตกต่าง
กันแต่อย่างใด



รูปที่ 6

สัดส่วนของผู้ป่วยที่มีการเพิ่มขึ้นของความหนาแน่นกระดูใน
ผู้ป่วยทั้งสามกลุ่มใกล้เคียงกัน

หากดูในรายละเอียดจะพบว่าค่าเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลง
ความหนาแน่นกระดูกในผู้ป่วยทั้งสามกลุ่ม  ไม่แตกต่างกัน
โดยไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ  การหักของกระดูกสันหลังหรือ ค่า
เริ่มต้นของความหนาแน่นกระดูกของผู้ป่วยแต่อย่างใด








รูปที่ 7

นอกจากนี้บริเวณอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น femoral neck truchanter
กระดูกสะโพกโดยรวม ก็มีการเพิ่มของความหนาแน่นของกระดูกในผู้
ป่วยทั้งสามกลุ่มใกล้เคียงกัน


bone turnover ทั้ง bone resorption และ bone formation เมื่อตรวจติดตามด้วย ruinary NTx และ BSAP และ
จะพบว่าหลังจากเริ่มรักษา  biochemical markers จะลดลงอย่างรวดเร็ว   จนกระทั่งเริ่มมาอยู่ในระดับของสตรีวัย
ก่อนหมดระดูในเดือนที่ 3 ของการรักษาค่าจะเริ่มทรงตัว (plateau) และคงที่เมื่อเข้าสู่เดือนที่หกของการรักษาการ
เปลี่ยนแปลงนี้ก็เช่นเดียวกับการเพิ่มขึ้นของความหนาแน่นกระดูกกล่าวคือ ไม่มีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่มที่ได้
รับยาทุกวัน และกลุ่มที่ได้รับยาสัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง


รูปที่ 8
ในภาพเส้นประแสดงถึงค่าปกติของ biochemical bone turnover
markers   ในสตรีวัยก่อนหมดระดู   ผู้เชี่ยวชาญบางท่าน   เช่น
Dr. Santora ศึกษาการใช้ยา Alendronateแบบให้เป็นช่วง (เช่น
รับยาทุก 3 เดือน)   ค่า   biochemical bone turnover markers
จะไม่ทรงตัวเช่นนี้แต่จะมีการแกว่งขึ้นลง คำถามที่น่าสนใจก็คือ การ
ให้ยา Alendronate แบบสัปดาห์ละ 1 หรือ 2 ครั้งดังที่นำเสนออยู่นี้
เป็นรูปแบบหนึ่งของการให้ยาแบบเป็นช่วง ๆ   หรือเป็นการรักษาต่อ
เนื่องซึ่งทำให้เกิดการลดลงนของ  bone  turnover  คำตอบของคำ
ถามนี้   ได้แสดงให้เห็นประจักษ์ชัดในการศึกษาค่าเฉลี่ยของการลด
ลงของurinary NTx อันเป็น marker หนึ่งของ bone turnover ซึ่ง
พบว่าค่าเฉลี่ยของการลดลงของ bone turnover marker ดังกล่าว
มีค่าประมาณ  50%   โดยไม่มีความสัมพันธ์กับระยะเวลาที่เก็บ
ปัสสาวะมาตรวจ







รูปที่ 9

นั่นคือการให้ยาสัปดาห์ละครั้งไม่เกิดการแกว่งขึ้นลงของ
biochemicalbone turnover marker ดังที่ปรากฏในการ
ให้ยาทุก 3 เดือน กล่าวได้ว่าการให้ยาสัปดาห์ละครั้งทำ
ให้เกิดผลในการลดลงของ bone turnover อย่างต่อเนื่อง


รูปที่ 10
ในส่วนของผลข้างเคียงของการใช้  Alendronate  จากการ
ศึกษานี้พบว่าโดยรวมแล้วอาการ ไม่พึงประสงค์ ที่เกิดขึ้นกับ
ระบบทางเดินอาหารส่วนบนในผู้ป่วยทั้งสามกลุ่มพบประมาณ
ร้อยละ 22 - 23  โดยไม่มีความแตกต่างกันในระหว่างกลุ่มผู้
ป่วยทั้งสาม ถ้านับเฉพาะ    ที่เกิดจากยาโดยตรงมีเพียงประ
มาณร้อยละ 12 เท่านั้น โดยอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นกับ
ระบบทางเดินอาหารส่วนบน  (เช่น การระคายเคืองต่อหลอด
อาหาร กระเพาะอาหาร และ/หรือลำไส้เล็กส่วนต้น) โดยรวม
แล้วไม่ แตกต่างกันในแต่ละกลุ่ม   แต่มีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้น
น้อยกว่าในผู้ป่วยที่ได้รับยาสัปดาห์ละครั้ง   อาจเป็นไปได้ว่า
การให้ยาสัปดาห์   ละครั้งทำให้เซลล์เยื่อบุทางเดินอาหารมี
ระยะเวลาฟื้นตัวที่นานขึ้นจึงเกิดผลข้างเคียงน้อยกว่า  ความ

แตกต่างที่มีนัยสำคัญมีเพียงประการเดียว กล่าวคือในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาทุกวัน จากการศึกษานี้พบว่ามีอาการ
ไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นกับระบบทางเดินอาหารส่วนบนชนิดรุนแรง  (serious upper gestrointestinal adverse
event) ร้อยละ 1.4 ในขณะที่ผู้ป่วยที่ได้รับยาสัปดาห์ละ1 หรือ 2 ครั้งไม่พบอาการดังกล่าวเลย   ทั้งนี้ผู้วิจัยได้
เปรียบเทียบอาการ ไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นกับระบบทางเดินอาหารส่วนบนก่อนเข้ารับการรักษาในผู้ป่วยแล้วว่า
ไม่มีความแตกต่างกันในระหว่างกลุ่มและ โดยรวมพบประมาณร้อยละ 27

มีข้อสังเกตที่น่าสนใจที่ผู้วิจัยพบเกี่ยวกับอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นกับระบบทางเดินอาหารส่วนบน
กล่าวคือไม่มีความสัมพันธ์กันระหว่างอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นกับระบบทางเดินอาหารส่วนบนและ
เวลาที่ให้ยาในกรณีที่ได้รับยาสัปดาห์ละครั้ง และถึงแม้ว่าร้อยละ 50 ของผู้ป่วยรับประทานยา  Aspirin
หรือกลุ่ม NSAIDs อยู่ระหว่างที่ได้รับยาสัปดาห์ละครั้งก็ตาม อาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้น   กับระบบ
ทางเดินอาหารส่วนบนก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด    นอกจากนี้แล้วพบว่าเกิดกระดูกหักในกลุ่มที่รับประ
ทานยาวันละครั้งร้อยละ 4.9 ในขณะที่กลุ่มที่ได้รับยาสัปดาห์ละครั้งพบประมาณร้อยละ 4.8 ซึ่งก็คือไม่
มีความแตกต่างกันแต่อย่างใด

รูปที่ 11
จะขอกล่าวถึงการศึกษาที่น่าสนใจซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการ
ดำเนินงานอยู่  กล่าวคือการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วน
บนในผู้ป่วยที่ได้รับยา alendronate 70  มิลลิกรัมสัปดาห์
ละครั้งเทียบกับผู้ป่วยที่ได้รับยาหลอกผู้ป่วยทุกคนจะได้รับ
การตรวจโดยการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบนก่อนเข้า
โครงการวิจัยทุกรายจากนั้นจะแบ่งผู้ป่วยเป็น  3  กลุ่ม  คือ
กลุ่มแรกได้รับยา Alendronate  70  มิลลิกรัม  สัปดาห์ละ
ครั้ง   กลุ่มที่  2  ได้รับยาหลอก  แล้วตรวจติดตามโดยการ
ส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบนเมื่อวันที่ 64 หลังจากเข้า
สู่โครงการวิจัยจากนั้นเฉพาะกลุ่มที่ได้รับยาหลอกจะถูกแยก
ออกมาอีกเป็นกลุ่มที่ 3 ซึ่งจะได้รับประทานยา aspirin 860
มิลลิกรัมวันละ 4  ครั้ง  นานหนึ่งสัปดาห์จากนั้นผู้ป่วยทุกรายจะได้รับการตรวจ โดยการส่องกล้องทางเดินอาหาร
ส่วนบนครั้งที่ 3 ในวันที่ 71 หลังจากเข้าร่วมโครงการ   วิจัยผลการศึกษาพบว่า ในกลุ่มที่ 3  ซึ่งได้ยาหลอกและ
Aspirin เป็นไปตามที่คาด กล่าวคือ มีค่าเฉลี่ยของ  Gastric Erosion Score (ตามที่กำหนดโดย Conventional
Lancet Score) สูงกว่ากลุ่มที่เหลืออยู่อย่างมีนิสัยสำคัญของคลินิกและพบแผลในกระเพาะอาหารตลอดจนลำไส้
้เล็กส่วนต้นมากกว่าด้วย







รูปที่ 12

หากเปรียบเทียบกันระหว่างกลุ่มที่  1  และกลุ่มที่  2  พบว่าค่าเฉลี่ยของ
Gastric Erosin Score และแผลในกระเพาะอาหารตลอดจนลำไส้เล็ก
ส่วนต้นพบได้น้อยมาก   และ  ไม่มีความแตกต่างกันระหว่างทั้งสองกลุ่ม









รูปที่ 13

โดยสรุปแล้วจากการศึกษานี้พบว่าการให้ยา Alendronate
70 มิลลิกรัมสัปดาห์ละครั้ง สามารถเพิ่มความหนาแน่นของ
กระดูกสันหลังบริเวณบั้นเอว      กระดูกสะโพกโดยรวมและ
กระดูกของร่างกาย   โดยรวมได้ไม่ต่างไป    จากการให้ยา
Alendronate10 มิลลิกรัมวันละครั้ง โดยมีข้อดีกว่าของการให้ยาสัปดาห์ละครั้ง คือพบอาการไม่พึงประสงค์
ที่เกิดขึ้นกับทางเดินอาหารส่วนบนชนิดรุนแรงกว่าการให้ยาแบบทุกวันในภาพก็พบว่ามีแนวโน้ม  ที่การให้ยา
สัปดาห์ละครั้งเกิดอาการไม่    พึงประสงค์กับทางเดินอาหารส่วนน้อยกว่า     ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าการให้ยา
Alendronate 70 มิลลิกรัม สัปดาห์ละครั้งมีประสิทธิภาพเทียบได้กับการให้ยา Alendronate 10 มิลลิกรัม
วันละครั้ง  โดยมีผลข้างเคียงน้อยกว่าสะดวกกับผู้ป่วยมากกว่าอันจะนำมาซึ่ง compliance ที่ดีต่อผู้ป่วยซึ่งจะ
ทำให้มาตรฐานในการดูแลผู้ป่วยดีขึ้น



| กลับหน้าหลัก | NEXT | BACK | DOWNLOAD | TOP |